เดินเครื่องด้วยกองกำลัง part-time กับอาวุธต่างๆ

จากตอนที่แล้วที่เล่าถึงช่วงที่ยอดตามหาคนมาร่วมทีม มาตอนนี้จะพูดถึงตอนจะตั้งชื่อเว็บ แล้วก็จะลองลิสต์เครื่องมือที่เราใช้สื่อสารและจัดการงานต่างๆ ในช่วงแรกดูครับ เพราะมีหลายตัวที่เคยใช้แล้วปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว  จดเก็บไว้ซะหน่อย เผื่ออนาคตนึกไม่ออก 😀

 

Wongnai ไม่ใช่ชื่อแรกและชื่อเดียว

หลังจากที่ได้ทีมที่พร้อมลุยกันแล้ว เรื่องที่ต้องคิดเป็นเรื่องแรกที่เหมือนจะเล็กแต่หาคำตอบไม่ง่ายเลยก็คือ ชื่อเว็บ!  ผมอ่านจาก email เก่าๆ แล้วเจอว่าชื่อเว็บถูกเอามาพูดถึงไปพร้อมๆ กับการคุยเรื่อง requirement ของเว็บตั้งแต่แรกสุด คู่ขนานกันไป รวมแล้วใช้เวลา 2 อาทิตย์ถึงได้คำตอบว่าจะใช้ชื่ออะไร

แน่นอนว่าเรื่องชื่อคิดกันไม่ได้ง่ายๆ เพราะเราอยากได้ขื่อที่มันดูเก๋ สะกดไม่ยาก ติดหูได้ง่าย และที่สำคัญคือ domain ที่เป็น .com ต้องยังว่างอยู่ด้วย ชื่อที่ผมพอจำได้ที่ถูกยกขึ้นมาให้เลือกก็มีไม่เยอะเท่าไหร่   ตอนแรกก็พยายามคิดคำที่เกี่ยวข้องกับการกินไว้ก่อน เช่น อร่อย, หิว, ฯลฯ ซึ่งผมจำไม่ได้แล้วว่าคิดชื่ออะไรกันไว้บ้าง แต่ 2 คำที่ค่อนข้างโดนสุดคือ
– Longpoong (ลงพุง)
– Wongnai (วงใน)

ชื่อ “ลงพุง” ฟังดูน่ารักดีครับ ฟังครั้งแรกผมก็ชอบ แต่ก็ออกไปทาง negative นิดๆ และความหมายมันค่อนข้างแคบด้วย ใช้ได้แค่เรื่องกินอย่างเดียว  แต่คำว่า “วงใน” (Wongnai) ถึงความขี้เล่นของคำอาจจะน้อยลงกว่า แต่ความหมายใช้ได้กว้างกว่า และที่สำคัญที่สุดคือมันรับกับเป้าหมายระยะยาวที่เราตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกเริ่มเลยว่าอยากให้เว็บนี้ไม่ได้จำกัดแค่ร้านอาหารอย่างเดียว แต่เราอยากจะให้เป็นเว็บที่รวบรวมข้อมูล/รีวิวทุกประเภทธุรกิจ เอาให้ครบทุกหมวด

คำว่า Wongnai ก็เลยมาวินเข้าเส้นชัย แต่เนื่องจากยอดอยากให้มันเป็นโปรเจคลับอยู่ ไม่ให้คนนอกรู้ชื่อนี้เร็ว ช่วงแรกเราเลยเรียกมันแค่ว่า Project W  เวลาตั้งชื่อเอกสารอะไรก็ตามก็จะพยายามไม่ใส่คำว่า Wongnai ไว้เลย

(ตลกดีที่ผมเจอรุ่นพี่คนนึงมาบอกว่า มีคนที่ใช้แอพ Wongnai ประจำแต่เรียกชื่อแอพว่า “วังน้อย” (Wangnoi) มาตลอด! แถมบอกว่าชื่อแปลกดี ผมนี่อึ้งเลย ฮ่าๆ  เดาว่าเพื่อนเค้าคงอ่านชื่อจากการดู logo ที่ตัวอักษร o กับตัว a ค่อนข้างคล้ายกัน)

โลโก้ Wongnai แรกสุดๆ ยังไม่มีรูปช้อนส้อมโผล่มา

โลโก้ Wongnai แรกสุดที่ใช้ สมัยที่ยังไม่มีรูปช้อนส้อมโผล่มา

 

ทำงานแบบไม่ต้องเจอหน้ากัน มีวินัยในการแบ่งเวลากันเอาเอง

เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งที่ต้องสร้างเว็บขนาดใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันมาก แต่ทุกคนคงไม่สามารถคุยกันแบบเห็นหน้าได้บ่อยๆ เพราะแต่ละคนก็ยังมีงานประจำต้องทำทุกวัน แล้วไม่ได้อยู่บริษัทเดียวกันด้วย แถมยอด คนที่น่าจะบอก requirement ได้ดีที่สุดก็อยู่คนละประเทศอีก แต่ project ต้องเดินหน้าแล้ว ทีม dev ก็ต้องเริ่มโค้ด  โชคดีที่เครื่องมือ online มีให้ใช้อยู่เยอะ เราก็เลยต้อง setup ทุกอย่างให้เป็นแบบ online ให้หมด

แต่ละคนแบ่งเวลาชีวิตส่วนตัวของตัวเองมาใส่ในงาน ผมใช้เวลาหลังเลิกงานรีบกลับบ้านแบ่งเวลาให้วันละ 3 ชั่วโมง แล้วก็เสาร์อาทิตย์ก็อยู่ติดบ้านตลอด เรียกได้ว่าช่วงนั้นแทบไม่ได้ออกไปข้างนอกครับ ลดการใช้ชีวิตส่วนตัวไปเยอะ แต่ก็สนุกดีเพราะมีอะไรให้เรียนรู้มากมาย ทั้งที่ไม่เคยรู้มาก่อน และรู้มาบ้างแต่ยังรู้ไม่ดีพอ

เราประชุมกันทุกวันอาทิตย์ตอน 10 โมงเช้าผ่าน Skype โดยยอดก็ Skype เข้ามาด้วย ประชุมแต่ละครั้งก็จะดู progress ของงานแต่ละ week   วางแผนสิ่งที่ต้องทำ sprint ต่อไป รวมถึงอัพเดทข่าวสารต่างๆ ว่าตอนนี้ตลาดเป็นยังไงบ้าง มีอะไรน่ากังวล มีคู่แข่งโผล่มามั้ย หรือใครมีไอเดียหรือเจออะไรที่เกี่ยวข้องกับโปรเจคที่เรากำลังทำอยู่ก็จะมาแชร์กันตลอด

รวมเวลาทั้งหมดประมาณ 6-7 เดือน สำหรับการใช้ชีวิต part-time แบบนี้ ก่อนเว็บเวอร์ชั่น beta จะเปิดให้ใช้งานได้จริง  โดยในระหว่างช่วงเวลานี้นอกจากจะมีกองกำลัง part-time หลัก 3 คนแล้ว ก็ยังมีทั้งเด็กฝึกงานและเพื่อนๆ ในบริษัทเก่าที่เราเคยทำงานกัน แล้วเราก็ไปชวนมาทำ part-time ด้วย (เช่น รุ่นน้องที่วิศวะจุฬา และเพื่อนบอยเอสที่ DST) ถ้านับแล้วก็หลายคนอยู่ครับ น่าจะประมาณ 5 คนได้ (เดี๋ยวตอนที่เล่าถึงช่วงทำเว็บ คิดว่าน่าจะได้พูดถึง part-time หลายๆ คนที่ผ่านมาครับ)

แต่ถ้านับเฉพาะชั่วโมงการทำงานของ 3 คนหลักแล้วก็ประมาณ (3 คน) x (คนะละ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) x (26 สัปดาห์) = 1,560 ชั่วโมง

 

เครื่องมือ เครื่องมือ เครื่องมือ (ในช่วงแรก)

  • Google Wave เป็นเครื่องมือแรกสุดเลยที่ใช้ และเป็นเครื่องมือที่ผมว่าดีสุดแล้วในการ brainstorm กัน  เราใช้ Wave ในการจดไอเดียต่างๆ ที่คิดขึ้นได้ อยากให้เว็บทำอะไรได้บ้าง อยากแปะ reference อะไรก็แปะลงไป ชอบตรงที่มัน comment ได้ง่ายๆ ที่ตำแหน่งไหนของ conversation ได้เลย  เสียดายที่ Google ฆ่า Wave ไปซะแล้ว ถึงจะมี Google Doc มาแล้ว แต่ลักษณะการใช้งานมันก็ไม่ใช่อยู่ดี

Google Wave

  • Skype ใช้ประชุมกันทุกเช้าวันอาทิตย์ตอน 10 โมงเช้า(เวลาไทย) ประชุมกันทั้ง 4 คน (ผม บอยเอส ป่าน และยอดที่อยู่ที่อเมริกา) ประชุมแต่ละครั้งประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า เสียงตะกุกตะกัก ขาดๆ หายๆ ระหว่างประชุมเป็นประจำ แล้วแต่ช่วงว่าตอนนั้นเน็ตบ้านใครกำลังย่ำแย่ … จำได้ว่าช่วงนั้นผมไม่เคยได้กินข้าวเช้าวันอาทิตย์เลย ตื่นจากเตียงมาปุ๊ปก็คุย Skype เป็นอย่างแรกแล้วลากยาวไปถึงเที่ยง ฮ่าๆ [ปัจจุบันไม่ใช้แล้ว เพราะคุยกันในออฟฟิศแทน ยกเว้นจะจำเป็น]
  • ใช้เครื่อง iMac ของป่านที่อยู่ที่บ้านทำเป็น dev server  ถ้าจำไม่ผิด เวลาเครื่องมีปัญหาแล้วจำเป็นต้อง restart ถ้าเกิดป่านไม่อยู่บ้าน ก็ต้องรบกวนให้คนที่บ้านป่านช่วย restart เครื่องให้ตลอด
  • DDNS ของ dyndns.org ระหว่างสร้างเว็บอยู่เราไม่ได้เสียเงินค่า hosting ที่ไหน เพราะยังไม่จำเป็นก็เลยใช้ DDNS นี่แหละ ลดค่าใช้จ่ายที่ยังไม่จำเป็นไว้ก่อน
  • Google Talk (หรือที่กลายมาเป็น Google Hangout ในปัจจุบัน) ขาดไม่ได้เลย เพราะใช้คุยทุกอย่างจริงๆ  ส่วนมากจะเป็น 1:1

Google Talk

  • JIRA เอาไว้จัดการ/วางแผน project … ใช้อยู่ประมาณเกือบสองปีได้ แล้วก็เปลี่ยนมาใช้ Asana แทน เพราะ minimal กว่ามาก คล่องตัวดี
  • ช่วง plan งานในแต่ละ sprint ก็อาศัยให้เว็บ Planning Pocker มานั่งเล่น poker กัน … อย่างที่บอกครับแทบไม่เจอหน้ากัน เราก็ต้องใช้ tool ที่ไม่ต้องเจอหน้ากันด้วย 😛
  • Dropbox ส่วนใหญ่จะใช้แชร์ไฟล์ที่เกี่ยวกับ graphics ที่ต้องใช้ทุกอย่าง เช่น ไฟล์ logo, draft web design, icon
  • SVN (Subversion) ใช้เก็บ source code [ปัจจุบันใช้ Git]
  • Hudson สำหรับ Continuous Integration แล้วก็เปลี่ยนมาใช้ Jenkins ในตลอดหลัง
  • Sonar ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ผ่านไปเดือนกว่าๆ ได้ เพราะต้องการทำให้ code quality มันดีขึ้น ก็ต้องเอา tool มาช่วยควบคุมกันหน่อย

 

Backend เขียนด้วยภาษาอะไร

อาจจะไม่เกี่ยวกับ blog นี้เท่าไหร่แต่ขอแทรกหัวข้อนี้นิดนึงแล้วกัน เพราะค่อนข้างโดนถามบ่อยว่า backend ของ Wongnai เขียนด้วยภาษาอะไร คำตอบคือ Java ครับ ตอนเริ่มจำได้ว่าตอนนั้นแทบไม่ได้มองของใหม่ๆ ที่กำลังฮิตอย่าง Ruby on Rails, Node.js หรือพวก PHP เลย เราดูแต่ความพร้อมเป็นหลักมากกว่า

Java

แต่ละคนมี background และประสบการณ์แตกต่างกัน ก็ต้องมีการจูนและตกลงกันหน่อยว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไรในการพัฒนา พร้อมกับแชร์กันว่าใครมีประสบการณ์การใช้อะไรมาก่อน ถ้าคิดว่าน่าเอามาใช้ก็เอามาบอก (ส่วนใหญ่บอยเอสจะเป็นคนนำของดีๆ มาบอกให้อ่าน ให้ใช้)

บอยเอส ถนัด Java เป็นหลักเพราะงานประจำตอนนั้นใช้ Java ซะส่วนใหญ่แต่ภาษาอื่นๆ ก็เซียนด้วย  ป่านในตอนนั้นจะถนัด .NET/SQL อยู่ซึ่งก็ใกล้เคียงกับ Java มาก ส่วนผมก็จะเป็น C/C++ และ Java จากที่ต้องใช้ในงานประจำที่ผ่านๆ มา

ประสบการณ์ที่เหมือนกันคือประสบการณ์กับภาษาที่เป็น Type-safe / OOP / และไม่ใช่ scripting … Java เลยเป็นตัวเลือกที่ทุกคนน่าจะพร้อมใช้สุด เพราะไม่ต้องศึกษาอะไรใหม่มาก เคยใช้มาก่อนแล้วไม่ว่าจะตอนเรียนหรือตอนทำงาน เครื่องมือในการพัฒนาที่ค่อนข้างพร้อม ไม่ต้องเสียเงิน และทำงานบน OS ที่ไม่ต้องเสียเงินได้ดี … แต่สรุปเหตุผลทั้งหมดทั้งมวลแล้วก็คือ เราเลือกสิ่งที่เราสามารถเริ่มลุยงานกันได้ในทันที! ต้องพร้อมทั้งของที่จะใช้และพร้อมทั้งคนด้วย

 

สำหรับตอนที่ 3 นี้ จบแค่นี้แล้วกัน เนื้อหาอาจจะสะเปะสะปะไปซักหน่อย แหะๆ … ตอนหน้าตั้งใจว่าจะกระโดดข้ามไปพูดถึงแอพบนมือถือที่ออกมาบน iOS เป็น mobile platform แรกบ้างดีกว่า ว่าเริ่มคิดจะทำมาตอนไหน ใครลงมือเป็นคนแรก แล้วกว่าจะมาถึงปัจจุบัน มันผ่านอะไรมาบ้าง เนื่องจากผมดู platform นี้โดยตรง มีอะไรให้พูดถึงค่อนข้างเยอะครับ

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s